หน่อโพธิ์ แทรแวล NorBhodi Travel  ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 11/09361

หน่อโพธิ์ แทรแวล NorBhodi Travel  ใบอนุญาตธุรกิจนำเที่ยวเลขที่ 11/09361

เมนู

แพ็คเกจทัวร์มาเลเซีย: สำรวจเมืองและวัฒนธรรม

ทัวร์มาเลเซีย 5 วัน 4 คืน สไตล์ Legacy

มะละกา-ปีนัง-ปุตราจายา-กัวลาลัมเปอร์-เก็นติ้ง

      • อยากไปเที่ยวมาเลเซีย แบบอิ่มๆ เดินทางทั้งทีเก็บไฮไลท์ได้ครบ
      • มีเวลาให้ชมและเที่ยวในแต่ละที่อย่างเพียงพอ
      • ชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมเยอะหน่อย แบบสไตล์ Legacy
      • ส่วนช้อปปิ้งกับเก็นติ้งก็ไปนะ ขึ้นปีนังฮิลล์ด้วย ให้ได้สัมผัสทุกอย่าง

      👍บินไป-กลับเลย ไม่เอานอนในรถไฟ ยังไงก็ไม่หลับหรอก แถมเช้ามายังเดินตัวเหวี่ยงไปอีกเกือบครึ่งวัน

      คลิก >> โหลดโปรแกรมทัวร์

      เที่ยวเจาะลึกมาเลเซีย

      เที่ยวเจาะลึกมาเลเซีย

      มะละกา เมืองมรดกโลก

      เมืองมะละกา เมืองหลวงแรกของมาเลเซีย ที่เต็มไปด้วยอารยะธรรมเก่าแก่ ในอดีตคือเมืองท่าสำคัญของภูมิภาค เป็นที่ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าสำคัญ เช่น ไหม ชา เครื่องเทศ แม้กระทั่งทองคำ และฝิ่น เป็นเมืองที่เคยได้รับอิทธิพลจากจีนแผ่นดินใหญ่ก่อนที่ยุโรปจะเข้ามา ต่อมาก็เป็นสมัยที่ยุโรปที่เข้ามาครอบครอง ชาติแรกคือโปรตุเกสตั้งแต่ ค.ศ.๑๕๑๑ พอถึงปีค.ศ. ๑๖๔๑ ก็โยกไปอยู่ในอำนาจของดัตช์ เมืองมะละกาจึงมีสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ของผู้คน ที่ผสมผสานตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกัน ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO เมื่อปีค.ศ. ๒๐๐๘  ความหมายของชื่อ "มะละกา" บ้างก็ว่า คือต้นมะละกา  ส่วนอีกทางหนึ่งก็ว่ามาจากคำในภาษาอาหรับ "Malakat" ที่แปลว่า "ตลาด" ชนชาวมะละกาเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อราวคริศตวรรษที่ ๑๔ จากที่ก่อนหน้านี้เป็นพุทธและฮินดู 

      สถานที่ท่องเที่ยวน่าดูน่าชมในมะละกามีมากมาย ยกมาพอสังเขป เช่น 

      วัดเฉิงฮุนเทง หรือ Kebun Datok  หมายถึงสวนของเทพเจ้า เป็นวัดจีนที่เก่าแก่ที่สุดในมาเลเซีย มีมาตั้งแต่ต้น ค.ศ.๑๖๐๐ แล้ว เพราะมีบันทึกในวัดระบุถึงปีที่ ๒๘ ของราชวงศ์หมิง     

       จัตุรัสดัตช์ ศูนย์กลางการปกครองตลอดช่วงระยะเวลา ๑๕๔ ปี ที่ฮอลันดาเข้ายึดครองมะละกา สองฟากถนนเป็นอาคารตึกแถวแบบชิโน-โปรตุกีส อายุกว่า ๒๐๐ ปี มีเอกลักษณ์ในการทาสีแดงปูนกินหมาก หรือสี salm๐n pink

      มัสยิดลอยน้ำ Melaka Straits Mosque เรียกเช่นนี้ เพราะสร้างอยู่บนเกาะที่ถมขึ้นใหม่ เนื้อที่เกาะ ๔๐ เฮกเตอร์ หากระดับน้ำขึ้นสูงจะมองดูเหมือนลอยอยู่บนน้ำ มัสยิดเปิดเป็นทางการเมื่อพฤศจิกายน ๒๐๐๖ ใช้หินอ่อนสีขาวประดิดประดอยในแบบศิลปะผสมผสานอาหรับและมลายู มีการใช้กระจกสีประดับ มัสยิดมีมินาเรตที่สูงถึง ๓๐ เมตร ที่สามารถใช้เป็นประภาคารได้ด้วย ลักษณะของมัสยิดคล้ายกับมัสยิดลอยน้ำที่เมืองเจดดาห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ว่ากันว่า เมื่อไปยืนอยู่ที่มัสยิดจะรู้สึกเหมือนยืนอยู่กลางทะเล

      ทัวร์มาเลเซีย ท่องเที่ยวมะละกา ขอบคุณภาพ จาก pinterest.com/pin/522980575489747582/ และ https://www.flickr.com/photos/hams_photos/15966789449/

      ทัวร์มาเลเซีย ท่องเที่ยวมะละกา ขอบคุณภาพ จาก pinterest.com/pin/522980575489747582/ และ https://www.flickr.com/photos/hams_photos/15966789449/

      จอร์จทาวน์ ปีนัง เมืองมรดกโลก

      เมืองจอร์จทาวน์ (George Town) เมืองหลวงของรัฐปีนัง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปีค.ศ.๒๐๐๘ ปีเดียวกันกับเมืองมะละกา 

      ชื่อปีนัง เป็นที่รู้จักในสังคมไทยมานานนับกว่าร้อยปี รัชกาลที่ ๕, ๖ และ ๗ ก็เคยเสด็จฯ เยือนปีนัง และยังเป็นที่ลี้ภัยการเมืองของบรมวงศานุวงศ์ในสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง บรรพบุรุษของตระกูล ณ ระนอง เจ้าเมืองตรังและเสนาบดีที่ดูแลพื้นที่หลายจังหวัดทางภาคใต้ของไทย ก็เดินทางทำการค้าระหว่างปีนังและดินแดนในเขตไทย จนมั่งคั่ง และมีคฤหาสน์อยู่ที่เมืองปีนังหลายแห่ง เป็นที่รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ของไทยอยู่เนืองๆ ปัจจุบันอาคารเหล่านั้นถูกเปลี่ยนไปตามกาลเวลา อาจจะยังได้เห็นเค้าโครงอยู่บ้างแทรกอยู่ในคอนโด โรงแรม หรือห้างสรรพสินค้าที่เข้ามาแทนที่ แต่ได้เก็บพื้นที่บางส่วนไว้เพื่อการอนุรักษ์

      เกาะปีนัง ในภาษามาเลย์จะเรียกว่า “ปูเลาปีนัง” ปูเลา แปลว่า เกาะ ส่วนปีนัง แปลว่า “ต้นหมาก” เนื่องจากในอดีตเกาะปีนังมีต้นหมากขึ้นอยู่มากมายนั่นเอง คนไทยก็เคยเรียกปีนังว่า “เกาะหมาก” เช่นกัน และหากพูดถึงรัฐปีนัง จะหมายรวมถึงพื้นที่บนเกาะปีนัง และ เซเบอรังเปอไร (Seberang Parai) บนแผ่นดินใหญ่

      เกาะปีนังเป็นที่รู้จักของชาวยุโรป จากการถูกค้นพบโดย กัปตันฟรานซิส ไลท์ นักสำรวจบุกเบิกชาวอังกฤษ ต่อมาในปี ค.ศ.๑๗๘๖ อังกฤษก็ได้ทำสัญญาเช่าเกาะปีนังกับสุลต่านแห่งเคดาห์ ด้วยการทำสัญญาว่าจะปกป้องแผ่นดินนี้จากสยามประเทศ จากนั้นเกาะนี้ก็ได้มีชื่อเรียกใหม่ว่า “Prince of Wales Island” เนื่อด้วยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันเกิดของเจ้าชายแห่งเวลส์ กัปตันไรท์รับหน้าที่บริหารเกาะ เขาเริ่มตั้งชุมชนตามแบบอาณานิคมของอังกฤษ และตั้งเมือง จอร์จทาวน์”  ขึ้น ตามพระนามของพระเจ้าจอร์จที่ ๓ อังกฤษใช้จอร์จทาวน์เป็นเมืองท่าปลอดภาษี จึงทำให้เมืองพัฒนาอย่างรวดเร็ว และมีการเปิดสอนภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

      คนไทยในสมัยก่อนที่พอมีอันจะกิน มักนิยมส่งลูกหลานมาศึกษาที่นี่ เพื่อให้ได้เรียนภาษาอังกฤษและวิชาการทันสมัยแห่งยุค อาคารที่อังกฤษสร้างไว้เป็นโรงเรียน ยังคงแสดงความโอ่อ่ายืนยงให้เราได้ชมจนทุกวันนี้

      จอร์จทาวน์ คือ บริเวณที่เคยเป็นศูนย์ราชการของอังกฤษในสมัยนั้น ประกอบด้วยสถานที่สำคัญ เช่น

      เอสพลานาร์ด” ลานโล่งๆ ริมทะเล เทียบได้กับลานกลางเมืองของยุคอังกฤษ เคยเป็นที่หวงห้าม อนุญาตเฉพาะชาวอังกฤษเท่านั้นที่จะเข้ามาใช้พื้นที่ได้ ปัจจุบันเป็นลานพักผ่อนริมชายหาดสาธารณะ ช่วงเย็นชาวเมืองนิยมมาปิกนิก โดยบริเวณนั้นจะมี “อนุสรณ์สงครามโลกครั้งที่ ๑” (The Cenotaph) อยู่ด้วย ที่สำคัญน่ารับรู้ไว้อีกอย่างคือ เป็นชายหาดที่รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ ขึ้น คราวเยือนปีนัง

      หอนาฬิกาควีนวิกตอเรีย ถือเป็นสัญลักษณ์ของเมืองปีนัง สร้างเมื่อค.ศ. ๑๘๙๗ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองการครองราชน์ของราชินีวิกตอเรียครบ ๑๖ ปี แต่มาสร้างเสร็จเอาปี ๑๙๐๒ ซึ่งพระนางสวรรคตแล้ว

      ป้อมคอร์นเวลลิส ยังคงมีโครงสร้างของคลัง ประภาคาร และปืนเก่าชื่อ “เสรีรัมใบ” เป็นปืนใหญ่ของฮอลันดาที่มอบเป็นของกำนัลแก่สุลต่านยะโฮร์ แต่ถูกโปรตุเกสชิงไปแล้วส่งต่อให้ชวา สุดท้ายอังกฤษก็นำกลับมาไว้ที่นี่ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นใช้ป้อมนี้เป็นคลังเก็บเสบียงและอาวุธ

       St.George’s Anglican Church เมื่ออังกฤษได้สิทธิปกครองคาบสมุทรมลายูอย่างเต็มที่แล้ว ก็เริ่มนำศาสนาคริสต์นิกายแองกลิกันเข้ามาเผยแผ่ เริ่มแรกใช้พื้นที่ของป้อมคอร์นเวลลิสทำกิจกรรมทางศาสนา ต่อมาในปี ๑๘๑๕ จึงได้สร้างโบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาราว ๓ ปี จึงแล้วเสร็จ การก่อสร้างนั้น อังกฤษได้ใช้เรือลำใหญ่ขนแรงงานที่ส่วนใหญ่เป็นนักโทษชาวอินเดีย และวัสดุหลักคือไม้มะฮอกกานีมาจากแอฟริกา

      City Hall และ Town Hall ซิตี้ฮอลล์ จะเป็นอาคารสีขาวสไตล์โคโลเนียล โดดเด่นด้วยเสาแบบกรีกและหน้าต่างบานใหญ่ ส่วนทาวน์ฮอลล์ จะเป็นอาคารสีเหลืองอ่อน Town Hall สร้างก่อนในปีค.ศ. ๑๘๗๙  ใช้เป็นสำนักงานกลางของรัฐบาลอังกฤษ ต่อมา จึงสร้างอาคารขึ้นมาอีกหลังหนึ่งคือ City Hall แล้วเสร็จในปี ๑๙๐๓

      อาคาร Penang State Museum & Art Gallery สร้างขึ้นเมื่อ ค.ศ.๑๘๑๗ ด้วยเงินทุนของ บริษัทอีสอินเดีย เพื่อให้เป็นโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษฟรีแก่ยุวชนทั้งชายและหญิง และได้แปลงเป็นอาคารพิพิธภัณฑ์เมื่อปี ๑๙๖๔

      ลิตเติ้ลอินเดีย ชุมชนของชาวอินเดียที่มีทั้งโบสถ์ฮินดูเก่าแก่ศิลปะอินเดียใต้ คล้ายวัดแขกสีลมของเรา  มีร้านขายอาหารคาวหวานแบบอินเดีย มีสินค้าอินเดียหลากหลาย  แถมยังเห็นสาวอินเดียห่มส่าหรีสีสันสวยสดเดินผ่านไปมา ได้อารมณ์เหมือนอยู่ในเมืองหนึ่งของอินเดียเชียวล่ะ

      ศาลเจ้ากองฮกเกียง  เป็นศาลเจ้าจีนแห่งแรกในปีนัง จารึกระบุปีที่สร้าง ค.ศ.๑๘๐๐ ความหมายของชื่อ “กองฮกเกียง” คือ กวางตุ้งและฮกเกี้ยนร่วมกันสร้าง ศาลเจ้าตั้งอยู่ในย่านลิตเติ้ลอินเดีย

      มัสยิดกัปตันเคลลิง (Kapitan Keling Mosque : Keling เป็นคำที่ชาวมาเลย์เรียกคนอินเดียในยุคนั้น) ราวต้นค.ศ.๑๘๐๐  พ่อค้าชาวอินเดียหัวหน้าของชุมชนมุสลิมทมิฬ ได้ริเริ่มสร้างมัสยิดแห่งนี้ขึ้น ส่วนสถาปนิกกลับเป็นชาวเยอรมัน มีการใช้สถาปัตยกรรมผสมผสาน มุสลิมโมกุล มัวร์ โกธิค และเรอเนสซองส์ มัสยิดได้รับการบูรณะใหญ่ในปี ๑๙๓๐ แต่ก็ยังคงโครงสร้างและสถาปัตยกรรมดั้งเดิมไว้  ปัจจุบันเปิดให้ชมยามค่ำคืนได้ด้วย สวยงามไปอีกแบบ

      Street Art เป็นอีกไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ

      Peranakan Mansion คล้ายพิพิธภัณฑ์บาบ๋า-ยาย๋า ในเมืองภูเก็ต

      Chulia Street Hawker Center ย่านอาหารการกิน ช้อปปิ้ง ยามราตรี ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องไม่พลาด

      จอร์จทาวน์ แถวแรก : มัสยิดกัปตันเคลิง, อาคารสไตล์ชิโน-โปรตุกีส. เฉียกงสี  / แถวสอง : ctiy hall, บานประตูโบราณปารานากันแมนชั่น  / แถวสาม : Blue House Mansion, Street Art, Town Hall, ทางเดินต่อเนื่องของอาคาร cr. ขอบคุณภาพสวยจาก pinterest.com และ flickr.com และ gayatravelmagazine

      จอร์จทาวน์ แถวแรก : มัสยิดกัปตันเคลิง, อาคารสไตล์ชิโน-โปรตุกีส. เฉียกงสี / แถวสอง : ctiy hall, บานประตูโบราณปารานากันแมนชั่น / แถวสาม : Blue House Mansion, Street Art, Town Hall, ทางเดินต่อเนื่องของอาคาร cr. ขอบคุณภาพสวยจาก pinterest.com และ flickr.com และ gayatravelmagazine

      คูกงสี เฉินกงสี ปีนัง

      บน : กงสีตระกูลคู / ล่าง : กงสีตระกูลเฉิน

      บน : กงสีตระกูลคู / ล่าง : กงสีตระกูลเฉิน

      กงสีตระกูลคู เป็นอีกสถานที่หนึ่ง ที่ควรจัดเวลาเข้าเยี่ยมชม นับเป็นคฤหาสน์ของตระกูลชาวจีนที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำการสร้างถึง ๓ รอบ รวมกันแล้วร่วม ๑๓ ปี ว่ากันว่า สร้างครั้งที่สองนั้น สวยงามวิจิตร โอ่โถง อลังการ เทียบได้กับความงามของพระราชวังเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อกันว่า การที่กงสีโดนไฟไหม้เสียหายหนักในเวลาต่อมา ก็เพราะคิดไปเทียบเคียงพระราชวังของฮ่องเต้นั่นเอง   ... ชมภาพและอ่านเพิ่มเติมได้ที่เฟสบุ๊คหน่อโพธิ์แทรเวล

      กงสีตระกูลเฉิน ตั้งอยู่ใกล้กับกงสีตระกูลคู มีอายุเก่าแก่พอๆ กัน และเป็น ๑ ใน ๕ ตระกูลชาวจีนที่เป็นเสาหลักของเศษฐกิจเมืองปีนังเมื่อครั้งอดีต (๕ ตระกูลได้แก่ คู เฉิน โหย่ว ลิ้ม และ ตัน)


      ปีนังฮิลล์

      เที่ยวปีนังฮิลล์

      เที่ยวปีนังฮิลล์

      ปีนังฮิลล์ นั่งรถรางขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ ๓๖๐ องศา สัมผัสบรรยากาศสดชื่นบนยอดเขา เป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่มาถึงปีนังแล้วไม่ควรพลาด นอกจากชมธรรมชาติ และศาสนสถานเก่าแก่ รวมถึงบ้านพักชาวอังกฤษที่สวยคลาสสิกแล้ว  ยังมีกิจกรรม adventure ทั้งแบบเบาๆ เช่น สะพานเดินบนยอดไม้ จนถึงเข้มๆ แบบ ZipLine ให้ได้เล่นได้ลอง ร้านคาเฟ่เก๋ๆ สำหรับคนชอบอัพภาพในโมเมนท์นี้ ก็มีเช่นกัน 

      ปีนังฮิลล์ ยังมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อีกด้วย เส้นทางรถไฟขึ้นปีนังฮิลล์ เป็นเส้นทางเก่าใช้มาตั้งแต่ค.ศ.๑๙๒๓ เพื่อขนส่งผู้คนและเสบียง ต่อมาในปีค.ศ.๑๙๗๒ ควีนอเลิซาเบธที่ ๒ ได้เสด็จเยือนมาเลเซีย และเสด็จขึ้นปีนังฮิลล์โดยทางรถไฟสายนี้ ตู้โดยสารที่ใช้รับเสด็จ มีหน้าตาแปลกไปจากตู้โดยสารปัจจุบันเยอะ ถ้าขึ้นปีนังฮิลล์ก็แวะไปถ่ายรูปกันได้ เขาอนุรักษ์ไว้ให้ชม 

      รู้จักทางรถไฟปีนังฮิลล์ให้มากขึ้น

      วัดเก็กลกซี ปีนัง

      วัดเก็กลกซี ปีนัง

      วัดเก็กลกซี ปีนัง

      วัดเก็กลกซี (Kek Lok Si ) เรียกอีกชื่อว่า วัดเขาเต่า เป็นวัดพุทธศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในมาเลเซีย มีเนื้อที่รวมทั้งสิ้นเกือบ ๘๐ ไร่ จุดที่น่าสนใจมากอีกจุดหนึ่งภายในวัดแห่งนี้ ก็คือ เจดีย์เจ็ดชั้น ที่มีความงดงามจากการผสมผสานศิลปะจาก ๓ ชาติ คือ ฐานเจดีย์เป็นแบบจีน ตัวเจดีย์เป็นแบบไทย และยอดเจดีย์เป็นแบบพม่า (แสดงถึงการรวมเป็นหนึ่งของชาวพุทธทุกนิกาย) โดยมีการตกแต่งด้วยพระพุทธรูปสำริดและพระพุทธรูปศิลาขาวทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ องค์ ด้านบนสุดของวัดประดิษฐานองค์เจ้าแม่กวนอิมสูง ๓๐ เมตร โดยรอบตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับอย่างงดงาม สามารถชมทัศนียภาพรอบๆ เกาะปีนังได้สะดวก

      ประวัติของวัดเก็กลกซี ย้อนไปได้ถึงปลายคศต.ที่ ๑๙ สมัยที่พระอาจารย์เบี่ยวเลี่ยน ภิกษุจากมณฑลฮกเกี้ยนเดินทางมาจำพรรษาที่ปีนัง ท่านค้นพบเขาลูกหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายนกกระเรียนกำลังกางปีก ทำเลดีตามหลักฮวงจุ้ย จึงตัดสินใจสร้างวัดขึ้นบนเขาลูกนี้ พร้อมทั้งให้ชื่อเป็นภาษาจีนฮกเกี้ยนว่า ‘เก๊กลกซี’ แปลว่า วัดแห่งแดนสุขาวดีพุทธเกษตร

      การก่อสร้างเริ่มต้นใน ค.ศ. ๑๘๙๐ โดยการอุปถัมภ์หลักจากเสาหลักชาวจีนฮกเกี้ยน ๕ ตระกูลแซ่ แห่งปีนัง การก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๕ เพียง ๑ ปีก่อนที่พระอาจารย์เบี่ยวเลี่ยนจะมรณภาพ ในสมัยของเจ้าอาวาสรูปที่สอง ทางวัดได้สร้างเจดีย์องค์ใหญ่ คือ ‘เจดีย์หมื่นพุทธ’ ที่สูงถึง ๑๐๐ ฟุต สำหรับผู้สนับสนุนหลักในการสร้างและอุปถัมภ์

      วัดแห่งนี้ในยามปรกติว่าสวยงามแล้ว ในช่วงเทศกาลตรุษจีนต่อเนื่องไปอีกราว ๑ เดือน ยิ่งสวยงามมากยิ่งขึ้นเพราะทางวัดประดับประดาด้วยโคมและไฟหลากสี เปิดให้สาธุชนเข้าสักการะในช่วงค่ำได้ด้วย  

      ปุตตราจายา อภิมหาโปรเจกต์

      Green and Intelligent City

      ปุตตราจายา เมืองใหม่ของมาเลเซีย ที่เรียกว่าใหม่เพราะเป็นเมืองที่ถูกสร้างขึ้นในยุคนี้เอง ดำริโดยนายกรัฐมนตรีคนที่ ๔ ดร.มหาเธร์ มูฮัมมัด เมื่อราวต้น ค.ศ.๑๙๐๐ เพื่อลดความคับคั่งของเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ และต้องการให้เป็นศูนย์ราชการของประเทศ ที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งผังเมือง และเทคโนโลยี คอนเซปสำคัญของการออกแบบเมืองนี้คือ "green and intelligent city" โดยให้มีพื้นที่สีเขียวและสาธารณะถึง ๓๘% การพัฒนาอย่างจริงจังเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ. ๑๙๙๕ และสมบูรณ์สู่พิธีเปิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๐๐๑ ใช้งบประมาณราว ๘.๑ พันล้านเหรียญสหรัฐ

      สิ่งที่คนมาเลเซียภูมิใจมากคือ เป็นโครงระดับอภิมหาที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน และวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้เป็นของมาเลเซียเกือบทั้งสิ้น มีเพียง ๑๐% เท่านั้นที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

      ชื่อเมือง "ปุตตราจายา" ตั้งขึ้นในปี ๑๙๙๔ โดยคำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษาสันสกฤต ที่นำเข้ามาในภาษามลายู "ปุตตรา" ก็คือ บุตรชาย ส่วน "จายา" หมายถึง ความสำเร็จหรือชัยชนะ รวมความคือ เมืองของผู้ชนะนั่นเอง

      ปุตตราจายา อยู่ห่างจากเมืองหลวงกัวลาลัมเปอร์ ราว ๒๕ กม. และอยู่ระหว่างสนามบินนานาชาติแห่งใหม่กับเมืองหลวง มีการแบ่งเขตของศูนย์ราชการ เขตการค้า และย่านที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ มีพื้นที่สีเขียว และทางน้ำไหลผ่านตัวเมืองไปสู่ทะเลสาบขนาดใหญ่ ถนนได้รับการออกแบบในสไตล์ตะวันตก ส่วนอาคารต่างๆ มีความผสมผสานระหว่างศิลปะอิสลามและสถาปัตยกรรมตะวันตก สถานที่โดดเด่นที่ผู้คนนิยมไปเยี่ยมชม เช่น มัสยิดปุตรา ที่มีสีชมพูสวยหวาน จนมีชื่อเล่นว่ามัสยิดสีชมพู / อีกที่หนึ่งคือ Iron Mosque หรือ มัสยิดเหล็ก ที่มีแนวคิดการออกแบบอย่างเนิร์ดเชียวล่ะ / จัตุรัสเมอร์เดก้า ที่เป็นเหมือนเกาะกลางทะเลสาบ มีสะพานรูปลักษณ์สวยแปลกทอดเชื่อมมาจากฝั่ง เป็นต้นผังเมืองสวยงามขนาดไหน ลองชมภาพตัวอย่างดูนะคะ

      เมืองปุตตราจายา

      เมืองปุตตราจายา

      การตั้งค่าคุกกี้
      X
      ไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อให้คุณได้รับประสบการณ์ในการท่องเว็บที่ดียิ่งขึ้น
      คุณสามารถยอมรับคุกกี้ทั้งหมดหรือเลือกประเภทของคุกกี้ที่คุณยินดีอนุญาต
      ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว
      เลือกคุกกี้ที่คุณต้องการอนุญาตในขณะที่คุณเรียกดูเว็บไซต์นี้ โปรดทราบว่าคุกกี้บางตัวไม่สามารถปิดได้ เนื่องจากหากไม่มีคุกกี้ เว็บไซต์จะไม่ทำงาน
      ความสำคัญ
      เพื่อป้องกันสแปม ไซต์นี้ใช้ Google Recaptcha ในแบบฟอร์มการติดต่อ

      ไซต์นี้อาจใช้คุกกี้สำหรับอีคอมเมิร์ซและระบบการชำระเงินซึ่งจำเป็นสำหรับเว็บไซต์เพื่อให้ทำงานได้อย่างถูกต้อง
      บริการของ Google
      ไซต์นี้ใช้คุกกี้จาก Google เพื่อเข้าถึงข้อมูล เช่น หน้าที่คุณเยี่ยมชมและที่อยู่ IP ของคุณ บริการของ Google บนเว็บไซต์นี้อาจรวมถึง:

      - Google Maps
      - Google Font
      ข้อมูล
      ไซต์นี้อาจใช้คุกกี้เพื่อบันทึกพฤติกรรมของผู้เข้าชม ติดตามการแปลงโฆษณา และสร้างผู้ชม รวมถึงจาก:

      - Google Analytics
      - เครื่องมือวัด Conversion ของ Google Ads
      - Facebook (Meta Pixel)